ไปเห็นรูปนึงของเก่ง เมธัส เข้าในเวบโดยบังเอิญ
แล้วรู้สึกว่ามันช่างคุ้นตาเหลือเกิน เหมือนเคยเห็นที่ไหนน๊าาา คาแรคเตอร์แบบนี้ ….
ในที่สุดก็อ๋ออออ เหมือนเซบาสเตียน มิคาเอรีส พ่อบ้านปีศาจ นิเอง!!
ไม่เชื่อดูสิ เก่งเมธัสแต่งคอสเพลย์!! เหมือนมาก!!
ไปเห็นรูปนึงของเก่ง เมธัส เข้าในเวบโดยบังเอิญ
แล้วรู้สึกว่ามันช่างคุ้นตาเหลือเกิน เหมือนเคยเห็นที่ไหนน๊าาา คาแรคเตอร์แบบนี้ ….
ในที่สุดก็อ๋ออออ เหมือนเซบาสเตียน มิคาเอรีส พ่อบ้านปีศาจ นิเอง!!
ไม่เชื่อดูสิ เก่งเมธัสแต่งคอสเพลย์!! เหมือนมาก!!
เปลี่ยนงานมาได้เดือนนึงแล้วแหละ
ตำแหน่งตอนนี้คือ Digital Search Marketing Manager ของ Dot Digital เป็น integrated digital marketing unit ของ IPG Mediabrands
จากที่เคยทำอยู่ใน Digital agency เพียวๆมา ตอนนี้ได้มาทำใน Advertising agency แบบเต็มรูปแบบแล้ว
งานในความรับผิดชอบเป็นดิจิตอลเหมือนที่เคยทำมาก็จริง แต่ด้วยความที่ๆนี่เป็นเอเจนซี่ใหญ่ (อันดับสองของประเทศไทย) มีลูกค้าเยอะก็จริง แต่ส่วนใหญ่เค้าทำ traditional media กันเป็นหลัก
ฉะนั้นความท้าทายของเราก็คือ … ทำยังไงถึงจะเอาความเป็นดิจิตอลใส่เข้าไป ให้ทุกสิ่งทั้งออนไลน์และออฟไลน์มันเชื่อมโยงเข้าด้วยกันได้ เพราะอนาคตที่รออยู่ข้างหน้าทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นดิจิตอล เวลาส่วนใหญ่ของผู้คนก็จะอยู่บนโลกออนไลน์
งานของเราคือช่วยดูแลลูกค้า ให้แบรนด์ของเค้าพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง ไปสู่ยุคดิจิตอลที่กำลังใกล้เข้ามา
เหนื่อยดี แต่ก็สนุก ได้ทำอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยทำหลายอย่างเลย :)
ปล. ไม่ได้มาอัพ blog มาปีกว่าๆ เข้ามาอัพก็เปลี่ยนงานอีกแล้ว …
เปลี่ยนงานใหม่อีกแล้ว ^^”
แต่ยังอยู่ในฟีลเดิมนะ ทำ PPC บน Google Adword อยู่
แต่เปลี่ยนไปบริษัทที่ใหญ่ขึ้น ( ใหญ่กว่าเดิมเยอะมาก )
เงินเดือนก็มากขึ้น ( เกือบเท่าตัวแน่ะ )
และแน่นอน ขนาดของ account และ campaign ต่างๆก็อลังขึ้นมากกกกกกก งานก็คงเยอะตาม ( แต่ชอบนะ งานเยอะ = ประสบการณ์เยอะ )
บริษัทใหม่เป็น Online advertising agency & media service แหละ เริ่มงานเดือนหน้า
และแน่นอน ทำงานแนวๆนี้ ก็จะเจอเพือนร่วมงานต่างชาติเยอะ ส่วนใหญ่เป็นฝรั่งและอินเดีย ก็คงอารมณ์เดียวกับที่เก่าแหละ ( แต่ที่เก่าเป็นอเมริกันและสวีดิชซะเป็นส่วนใหญ่ )
…
สัญญาว่าจะมาอัพเดทความรู้เกี่ยวกับ Pay per Click ก็ยังไม่มีเวลาว่างมาทำเลย งานท่วมหัวสุดๆ รออีกสักพักละกันเนอะ :)
… วันนี้เบื่อๆเซ็งๆ เลยจะมาเล่าเรื่องหลอนๆของคณะวิทยาศาสตร์จุฬาให้ฟังละกัน ^^
… ถ้าเป็นคนที่วนเวียนอยู่แถวนั้น ก็อาจจะเคยได้ข่าวกันมาบ้าง
… ว่าประมาณเดือนที่แล้ว พี่ยามคนนึงของคณะวิทยาศาสตร์จุฬา ผูกคอตาย ในห้องน้ำที่คณะนั่นแหละ
… แล้วเป็นห้องน้ำที่นิสิตที่ชอบค้างคืนที่คณะ เด็ก ก.ก. อะไรแบบนี้ชอบไปอาบน้ำกันด้วย พี่ยามทำร้ายกันมาก
… เวลารับน้องคณะ Gr.2 ของเราก็ไปบายศรีกันตรงหน้าห้องน้ำนั้นด้วยแหละ หึหึ
… เรื่องมันก็คงไม่มีอะไร แล้วก็ไม่ค่อยมีใครรู้เท่าไหร่หรอก ส่วนใหญ่ก็รู้กันในคณะวงแคบๆ นิสิตหลายๆคนก็ยังไม่รู้เรื่องเลย
… จนกระทั่ง มาถึงวันเผาศพพี่ยาม
… งานเผาศพจัดที่วัดบ้านเกิดพี่ยามใน ตจว. ยามคนอื่นๆของคณะวิทยาก็ยกพลไปงานศพกันหมด ด้วยความที่ต้องเดินทางไกล กลับมาไม่ทัน ก็เลยไปขอแรงพี่ๆยามจากคณะบัญชีมาช่วยเฝ้าคณะแทนเป็นเวลา 1 คืน
… ทุกอย่างก็ราบรื่นดี จนกระทั่งกลางดึกคืนนั้น พี่ยามคนนึงของบัญชีก็เดินตรวจคณะมาเรื่อยๆ
… จนมาถึงตึกเจ้าปัญหา ( ที่พี่ยามผูกคอตาย ) แต่ ณ จุดนั้นพี่ยามบัญชีคนนี้ไม่ได้กลัวเลยนะ เพราะไม่รู้เรื่องนี้
… พี่ยามบัญชีก็เห็นผู้ชายคนนึง ใส่กางเกงขายาวสีกากี เสื้อยืดสีขาว ก็เหมือนชุดครึ่งท่อนของพี่ยามจุุฬาทั่วๆไป
… ก็เลยเดินเข้าไปคุย ถามไถ่ เพราะนึกว่าอาจเป็นยามของวิทยาที่เหลืออยู่ หรือวิทยาไปเอายามจากคณะอื่นมาช่วยเฝ้าตึกด้วยอีกรึเปล่า
… ก็พยายามคุยกันอยู่พักใหญ่ แต่สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง
… พี่ยามบัญชีอธิบายว่า ถามอะไรไปก็เหมือนฝั่งนู้นเค้าตอบมา แต่เป็นภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่อง คือเหมือนตอบกลับมาเป็นภาษาไทยแต่ฟังยังไงก็ไม่เข้าใจ
… จนพี่ยามบัญชีหงุดหงิด ก็หันหลังจะเดินกลับ
… แต่ก็อยากจะถามให้รู้ๆอีกครั้ง ก็เลยหันกลับไปจะคุยต่อ
… ปรากฎว่าชายคนนั้นหายไปแล้ว
… พี่ยามบัญชีก็มองรอบๆ พยายามคิดว่าแบบเค้าเดินไปทางไหนรึเปล่า แต่ใจเริ่มไม่ดีแล้ว ( เพราะมันแค่ไม่กี่วินาที ไม่น่าจะหายไปได้ )
… แล้วพี่ยามบัญชีก็เห็นผู้ชายคนนั้น ยืนอยู่ตรงป้อมยามหน้าคณะ ซึ่งห่างจากจุดที่พี่ยามบัญชียืนอยู่ประมาณ 50 ม.
… แถมจากตำแหน่งที่ยืนคุยกัน ถ้าจะไปให้ถึงป้อมยามคณะได้ ทางเดียวที่ทำได้คือต้องเดินผ่านพี่ยามบัญชีไป ไม่มีทางที่จะไม่เห็น ( อารมณ์แบบจุดนั้นเป็นโถงทางเข้าตึก แล้วพี่ยามบัญชียืนขวางทางออกอยู่ )
… พี่ยามบัญชีประมวลผลแล้วว่า น่าจะไม่ใช่คน จึงวิ่งป่าราบ
… ตอนเช้ามา พอได้กลับมาดูรูปจากพี่ๆยามวิทยา ก็ตามคาดหมาย ผู้ชายที่พี่ยามบัญชีเห็นก็เป็นคนเดียวกับพี่ยามที่ผูกคอตายนะแหละ
… ชุดครึ่งท่อน ก็เป็นชุดที่พี่แกใส่ตอนผูกคอตาย
… ข่าวนี้ก็เลยเริ่มแพร่กระจาย และตอนนี้ในคณะวิทยาตอนกลางคืนจะมีอยู่ตึกนึง ที่ไม่มียามเฝ้านะครับ เชิญไปยกเค้าได้ตามอัธยาศัย :)
…
… แต่จะว่าไป
… คณะวิทยาเนี่ย เป็นคณะที่มีคนตายในคณะเยอะมากเลยนะ ไม่รู้คณะอื่นของจุฬาเค้ามีแบบนี้รึเปล่า
… ตอนสร้างตึกใหม่ใกล้เสร็จ ก็มีคนงานตกตึกลงมาตาย ไม่แน่ใจว่าจงใจโดด หรือพลาดตกลงมา
… ตกแบบดังตุ๊บ ได้ยินกันทั่วบริเวณ เห็นฝุ่นลอยคลุ้งขึ้นมาเลยแหละ
… พอตึกใหม่เปิดได้สักพัก ก็มีนิสิตเคมีโดดตึกตาย
… ตกลงมาบนตะแกรงของเครื่อง …. อะไรสักอย่างไม่รู้จำชื่อไม่ได้ แล้วศพก็ค้างอยู่แบบนั้น จนกระทั่งมีอาจารย์ท่านนึงเดินมาเจอ ( อาจารย์คนนั้นคนหลอนติดตาไปเลย )
… หรือก่อนหน้านี้ไม่นาน ก็มี TA นั่งๆทำงานอยู่ แล้วหัวใจวายตาย เสียชีวิตในแลปนั่นแหละ
… เหมือนจะมีคนที่ตายในคณะมากกว่านั้น แต่จำรายละเอียดไม่ค่อยได้และ พอแค่นี้ดีกว่าเนอะ
…
ปล. เคยอ่านจากไหนไม่รู้ จำไม่ได้ ว่าในความเชื่อแบบไทยๆเนี่ย คนฆ่าตัวตายถือว่ามีบาปหนัก การทำบุญแบบปกติไม่สามารถส่งถึงเค้าได้ หรือการนั่งทางในติดต่อพูดคุยกับเค้าก็จะทำไม่ได้เลย เพราะเค้าจะติดอยู่ในโลกของเค้าเองไปจนกว่าจะหมดกรรม นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำไมพี่ยามบัญชีถึงคุยกับเค้าแต่สื่อสารกันไม่รู้เรื่องรึเปล่า
ปล.2 ไม่ได้บอกชื่อตึก แต่ถ้าใครเป็นเด็กวิทยาน่าจะพอเดาได้ ฮี่ๆๆ
ปล.3 เรื่องพวกนี้พิสูจน์ไม่ได้ ฟังเอาสนุกๆก็พอฮะ อย่าจริงจัง อย่าไปกลัวเลยผีอะ คนน่ากลัวกว่าเ